ตัวตนที่หายไป

1140

ตัวตนที่หายไป

คุณเคยรู้สึกรึเปล่าว่าตัวเราไม่เหมือนเดิม? ตัวเราที่เป็นทุกวันนี้ เหมือนไม่ใช่ตัวเราอย่างที่เราเคยเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน

 

คำถามคืออะไรที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงนี้มันดีหรือไม่ดี ?

 

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า คนเราทุกคนมี “ตัวตน” เป็นลำดับขั้น การกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไร ล้วนแล้วแต่เกิดจากความคิด และความคิดนั้นลึกๆ แล้วเป็นผลผลิตจากความเชื่ออีกทอดนึง  ถ้าเราตัดสินใจไปวิ่งทุกวันเพราะเรา “คิด” ว่าเราอยากไปวิ่ง และที่เราคิดว่าเราอยากไปวิ่งเพราะเรา “เชื่อ” ว่าการออกกำลังกายจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

 

ตัวอย่างข้างบนอาจจะกว้างไปนิด ผมขอยกอีกตัวอย่างนึง คุณรู้ไหม๊ว่าทำไมคนจีนถึงดื่มแต่น้ำร้อน? ขนาดชานมไข่มุกถ้าไม่สั่งเย็นคุณจะได้ชานมไข่มุกร้อนมา เพราะคนจีนส่วนใหญ่คิดว่าคนเราควรกินน้ำเย็นแต่พอดี และความคิดนั้นมาจากความเชื่อที่ว่าการกินน้ำร้อนจะทำให้เลือดไหลเวียนดีและสุขภาพดี ต่างกับน้ำเย็นที่เย็นกว่าอุณหภูมิร่างกายทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก (ถ้าเป็นจริง ร่างกายคนไทยต้องทำงานหนักมาก)

 

ความเป็น”ตัวตน”ที่อยู่ในตัวเรา ยิ่งระดับลึกๆ จะยิ่งเปลี่ยนยากขึ้น การกระทำเป็น”ตัวตน”ระดับบนสุด เปลี่ยนง่ายมาก ถ้าเราอยากเปลี่ยนไม่ไปออกกำลังกาย เราก็แค่เลือกเปิดเว็บโปรโมชั่นบุฟเฟ่นานาชาติแทน เปิดไปเปิดมาไม่นานเราจะชวนแฟนไปกิน แทนที่จะออกกำลังกาย

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิด อันนี้เริ่มไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราอยากเลิกคิดว่าการลงทุนมันเป็นเรื่องยาก เราก็ต้องหาหนังสือมาอ่านเพิ่ม คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จ ความคิดของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง บางครั้งแค่เรานอนตื่นขึ้นมาความคิดเราก็ไม่เหมือนกับเมื่อวานก่อนนอนแล้ว

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงความเชื่อ อันนี้ไม่หมูเลย ยากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แค่ต้องใช้เวลา ถ้าเราอยากเชื่อมั่นว่าเราจะประสบความสำเร็จได้แน่นอน เราต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียนรู้ ในการฟัง ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือในการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง มันจะทำให้ความเชื่อเปลี่ยนไปได้ในที่สุด  แต่ลึกกว่านั้น ความเชื่อก็ยังไม่ใช่”ตัวตน”ระดับลึกที่สุด ตัวตนระดับที่ลึกลงไปกว่าความเชื่อคือ “จิตวิญญาณ”

 

สำหรับผมแล้วจิตวิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงของคนเรา จิตวิญญาณคือสิ่งที่อยู่ในตัวเราลึกๆ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หลายๆ คนมีจิตวิญญาณของการรักอิสระ บางคนมีจิตวิญญาณการชอบช่วยเหลือคนอื่น จิตวิญญาณคือตัวตนจริง และจะไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ ยังไงมันก็จะยังคงอยู่ในตัวเราเสมอ

 

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ เมื่อเรายังเด็กเราทำตามใจเราอย่างเต็มที่ เราทำตามสัญชาติญาณ และนั่นคือเราทำตาม”ตัวตนระดับจิตวิญญาณ” ของตัวเอง และเราจะไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการกระทำของตัวเองเลย  แต่พอเราโตขึ้น เข้าสู่วัยทำงาน เข้าสู่วัยที่ต้องมีความรับผิดชอบ ดิ้นรนแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้น ประสบการณ์ชีวิตที่เราเจอซ้ำไปซ้ำมาหล่อหลอมความเชื่อบางอย่างขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัว เช่นคนบางคนเจอเรื่องแย่ๆ ถาโถมเข้ามาในเวลาติดๆ กัน ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า”โลกมันแย่ เราต้องคอยระวังเสมอ”

 

ไคลแม็กซ์มันมาอยู่ตรงที่ว่า แล้วถ้าความเชื่อที่เรียนรู้มาจากประสบการณ์ใหม่มันดันขัดกับตัวตนที่แท้จริง(จิตวิญญาณ) หละ?

 

ถ้าคนที่เชื่อว่า”โลกมันแย่” ดันมีจิตวิญญาณการมองโลกในแง่ดี มันจะสับสน เราอาจทำตัวตามความเชื่อ แต่ทำไปเรื่อยๆ จะรู้สึกอึดอัดในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมอึดอัด เพราะถ้าว่ากันตามความเชื่อ เราน่าจะทำถูกแล้ว อารมประมาณสับสนในตัวเอง ไม่มีความสุข แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีความสุข  เชื่อ ที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเรานี่เอง เป็นต้นเหตุของ “ตัวตนที่หายไป”

 

หลายๆ คนมีตัวตนดั้งเดิมที่ดีอยู่แล้วนะครับ บางคน positive thinking บางคนเชื่อมั่นในตัวเอง บางคนมีความสุขที่ได้ช่วยคนรอบตัว มันจะน่าเสียดายมากถ้าเราปล่อยให้ตัวตนดีๆ ที่เรามีตั้งแต่เด็กพวกนี้หายไป ตัวตนพวกนี้ไม่ใช่หรอครับที่ทำให้เราเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้เรามีความสุขมาตลอด?

 

ผมอยากชวนให้ทุกคนลองมองย้อนกลับไป กลับไปดึงตัวตนที่แท้จริงของเรากลับมา “เป็นเราแบบที่เราเป็น” คิดให้น้อยลง เป็นตัวเองให้มากขึ้น อย่าให้ความเชื่อใหม่ๆ มาทำให้ตัวตนที่แท้จริงของเราหายไป ให้จิตวิญญาณเดิมของเราเป็นฐาน แล้วสร้างยอดขึ้นไปอย่างมั่นคงด้วยการเรียนรู้ประสบการณ์ สร้างเสริมความเชื่อดีๆ

 

ลองดูนะครับ ผมเชื่อว่าคนเราไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยการเป็นคนอื่น คนทุกคนมีจุดเด่นในความเป็นตัวเองอยู่แล้ว ดึงตัวตนที่แท้จริง ดึงหัวใจเด็กกลับมา สร้างเสริมหัวใจเด็กด้วยประสบการณ์อันโชกโชน  Focus ไปที่การเป็นตัวเองในระดับจิตวิญญาณ(สำคัญมากๆ) และหมั่นสร้างสมความเชื่อที่ดีด้วยการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือจากประสบการณ์ชีวิต พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อที่เราอยากมี ไม่ต้องไปใส่ใจกับตัวตนระดับความคิดและการกระทำมากนัก เพราะความเชื่อและจิตวิญญาณจะนำพาเราไปเอง

ทำได้แบบนี้แล้ว ความสำเร็จพร้อมความสบาย “ในแบบของเรา”คงอยู่ไม่ไกล

 

Have a Nice Day ครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :: ตัวตนที่หายไป

Advertisements

สัญญาบ้านเช่าที่รัดกุม 10 ประการ

ผู้เช่าประสบการณ์สูงมีอยู่เยอะ บางคนทำของเสียหายแทบทั้งหมด บางคนเบี้ยวค่าเช่า บางคนหนักกว่า ไม่จ่ายแต่ไม่ออก เราถึงต้องมี”สัญญาเช่าที่รัดกุม” 

1. ควรเซ็นสัญญาเช่า

อันนี้เบื้องต้นเลยครับ บางคนคิดว่าเพื่อนกัน คนกันเอง ไม่ต้องเซ็นก็ได้ มีปัญหากันมาเยอะละครับ บางทีถกเถียงกันเรื่องเล็กๆ จนลามเป็นเรื่องใหญ่ อย่าเอามิตรภาพมาเสี่ยงเลยครับ “เซ็นเถอะ” สบายใจทั้งสองฝ่าย   สำหรับบ้านเช่า การตกลงกันปากเปล่าไม่มีผลอะไรทางกฎหมายนะครับ เราถึงควรจะต้องระบุให้ชัด ยังไงเรียกว่าชัด? มาดูข้อถัดไปกันเลยครับ

2. เรื่องพื้นฐานอย่ามองข้าม

ในสัญญาควรระบุชัดเจนครับ ค่าเช่าเท่าไหร่ จ่ายทุกเดือนหรือยังไง ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าภาษี ใครเป็นคนจ่าย (ภาษีของผู้ให้เช่า ก็ระบุให้ผู้เช่าจ่ายได้ ฟังดูตลกนะครับ แต่ทำได้)   ภาษีมักถูกมองข้าม บางครั้งเจ้าของบ้านประสบการณ์สูงแอบใส่ไว้ในสัญญา ให้ผู้เช่าจ่ายโดยไม่อธิบาย แล้วให้ผู้เช่าเซ็นแบบงงๆ เจ็บกันมาเยอะ ต้องระวังครับ   เรื่องพื้นฐานอีกเรื่องที่เจอกันบ่อยคือ สูบบุหรี่ เลี้ยงสัตว์ และต่อเติมห้อง ระบุให้ชัดครับว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือต้องแจ้งเจ้าของก่อนรึเปล่า

3. ผู้เช่าต้องไม่ให้เช่าช่วงต่อ

เรื่องนี้คนพลาดกันบ่อยมาก โดยปกติคงไม่มีใครคิดว่าจะมีปัญหาเพราะเราก็แค่ให้คนเช่าบ้าน ไม่น่ายุ่งยากอะไร แต่จริงๆ มีปัญหาครับ คุณควรปิดความเสี่ยงตรงนี้โดยระบุลงไปในสัญญาเลยว่าไม่ให้เอาไปใช้เช่าช่วงต่อ ไม่งั้นมีโอกาสที่ผู้เช่าจะไปให้คนอื่นเช่าต่อ เปิดเป็นโรงแรมย่อมๆ คุณจะไม่มีโอกาสคัดคนที่มาอยู่ห้องคุณเลย มีปัญหาอื่นตามมาได้ง่ายๆ เลย

4. ห้ามทำผิดกฎหมาย

อันนี้คนก็พลาดกันบ่อย มันฟังดูเป็น common sense เนอะ “ห้ามทำผิดกฏหมาย” ใครๆ ก็ต้องห้ามทำอยู่แล้ว แต่คุณควรจะระบุลงในสัญญาให้ชัดเจนเลยว่า ห้ามทำผิดกฏหมายและถ้าเกิดอะไรขึ้นผู้เช่าจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยผู้ให้เช่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้   สำคัญนะครับ คุณลองคิดเล่นๆ ถ้าคนเช่าห้องคุณค้ายาเสพติด เอาห้องคุณเป็นแหล่งเก็บของ มีอะไรขึ้นมาคุณมีโอกาสติดร่างแหได้ง่ายๆ กลายเป็นพ่อค้าโดยไม่รู้ตัว

5. ระบุระยะเวลาและวิธีการต่อสัญญา

สัญญาเช่าบ้านควรมีการระบุระยะเวลาที่ชัดเจนนะครับ กี่เดือนหรือกี่ปี   ถ้าระยะเวลาเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียนการเช่าที่กรมที่ดินนะครับ ไม่งั้นหลัง 3 ปี สัญญาเช่าจะกลายเป็นกระดาษทิชชู่   ถ้าอยากบอกเลิกสัญญาก่อน ต้องบอกล่วงหน้ากี่เดือน และจะยึดเงินประกันหรือคืน   วิธีการต่อสัญญาก็สำคัญครับไม่ใช่แค่ระยะเวลา เราสามารถระบุได้ว่าถ้าหมดเวลาถือว่าสัญญาจบโดยอัตโนมัติ หรือระบุว่าเป็นการต่ออัตโนมัติ ถ้าไม่มีการแจ้งยกเลิกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าอะไรก็ว่าไป  ในฐานะนักลงทุน ผมชอบเลือกแบบต่ออัตโนมัติครับ เพราะหลายๆ ครั้งผู้เช่าก็ขี้เกียจคิด ขี้เกียจไปดูที่ใหม่ งานยุ่ง หรืออะไรก็ตาม เค้าจะปล่อยเลยตามเลย เช่าต่อทันที เราก็ไม่ต้องเสียเวลาหาผู้เช่าใหม่

6. เงินประกัน

อันนี้นักลงทุนบางคนจะคิดว่าหยวนๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องรัดกุมมาก แสดงความป๋าให้ผู้เช่ารักเรา ไม่ต้องมีหรือประกันครึ่งเดือนก็น่าจะพอ “อย่านะครับ”   ค่าตกแต่งห้องบางครั้งแพงกว่าค่าเช่าทั้งปี การให้คนอื่นมาอยู่ในห้องนั้นก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว การมีเงินประกันคือการจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง การลงทุนโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยง เหมือนปิดตาเดินอยู่บนยอดเขา  อย่างน้อยที่สุดเราควรมีเงินประกันซัก 2 เดือน เป็นการ screen ผู้เช่าไปในตัวด้วย เพราะถ้าใครไม่มีเงินสดพอจะจ่ายค่าประกัน 2 เดือน “มีโอกาสที่เค้าจะช็อตเงินกลางทาง และจ่ายค่าเช่าเราไม่ได้”

7. ลิสต์รายการพร้อมรูป

อย่างที่บอกครับ ค่าตกแต่งมันแพง เราควรมีลิสของทุกอย่างที่เรามีในห้อง ทำลิสระบุแนบท้ายในสัญญา พร้อมรูปถ่ายสำหรับของที่มีมูลค่า ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้านะครับ ตัวห้อง ผนัง เพดาน กระจก ฝ้า ส่วนประกอบสำคัญของห้องต้องมีครบ  ระบุมูลค่าของแต่ละชิ้นให้ชัดเจน โดยมากผมจะระบุราคาไปในทางสูง แต่ไม่เว่อ เพื่อให้ห้องดูมีมูลค่า ผู้เช่าจะภูมิใจและระวังของในห้อง

8. ของเสียหายใครจัดการ

เมื่อมีคนมาอยู่ ของเสียหายเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ใครซ่อม? เป็นหนึ่งในปัญหา ที่ทะเลาะกันบ่อยที่สุด จนนำไปถึงการเลิกเช่า หรือเรื่องอะไรที่ใหญ่กว่านั้นในที่สุด   ถ้าคุณไม่ได้ระบุในสัญญาว่าใครจ่าย “เจ้าของห้องต้องซ่อมนะครับ” แม้ว่าคนเช่าจะเป็นคนทำพังก็ตาม ส่วนตัวผมมักจะชอบระบุให้ผู้เช่าเป็นคนจ่าย(เพราะเค้าจะรักษาของมากกว่า)  ระบุไปในสัญญาก่อนได้ครับ แต่พอถึงชีวิตจริงเราอาจมีอะลุ่มอล่วย ซ่อมให้เพื่อเป็นการซื้อใจลูกค้าได้

9. ค่าปรับต้องมี

เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด คำนี้จริงเสมอ ในสัญญาต้องระบุวันที่ ที่ต้องจ่ายค่าเช่าชัดเจน พร้อมค่าปรับถ้าจ่ายช้า วันละ 500 บาทหรืออะไรก็ว่าไปไม่ใช่แค่ค่าปรับนะครับ อย่าดูถูกความ Creative ของปัญหา ถ้าเราระบุแค่ค่าปรับวันละ 500 จะเจอผู้เช่าบอกว่า “ได้ ปรับได้ ปรับไป นับไปนะ เอาให้ถึงล้าน แต่ตูไม่จ่ายและไม่ออกด้วย” ทำไงดีหละ?   ในสัญญาควรระบุไว้ครับว่าถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าเป็นเวลากี่เดือน เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้   แต่ชีวิตจริง มันอาจ Creative กว่านั้น ต่อให้เราบอกเลิกสัญญา ผู้เช่าก็บอกว่า”ได้ เลิกสัญญา ดีเลยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่อยู่ต่อนะ”

10. บอกเลิกสัญญาแต่ผู้เช่าไม่ออกทำไง?

“ยกของเค้าออกไปพร้อมเปลี่ยนกุญแจเลย ง่ายสุด” อย่านะครับ! คุณจะโดนเล่นได้ง่ายๆ ผู้เช่าเค้าฟ้องคุณข้อหาบุกรุกได้ (บุกรุกบ้านตัวเองฟังดูตลกใช่ไหมครับ แต่ใครโดนแล้วอาจไม่ตลก)  แก้เกมนี้ได้โดยระบุไว้ในสัญญาเลยครับ ว่าเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่ามี”สิทธิ” ในการทำอะไรบ้าง ล็อคประตู ยกของออก อะไรก็ว่าไป

สุดท้าย อย่างที่ผมเคยบอก “ทุ่งลาเวนเดอร์ ไม่มีในโลกธุรกิจ” อย่าอายที่จะทำสัญญาที่รัดกุมครับ เพราะมันคือการแสดงให้ผู้เช่าเห็นด้วยว่าเราเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และไม่เอาเปรียบ ข้อตกลงทุกอย่างระบุชัดเจนในสัญญา ให้ผู้เช่าอ่านอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนเซ็น แล้วถ้าผู้เช่าเจอสัญญาแล้วหนีหละ? ยิ้มให้เค้า แล้วส่งแขกครับ คุณควรจะดีใจที่ไม่ได้ผู้เช่ารายนี้มา

ในทางกลับกัน ผู้เช่าคือลูกค้าเรานะครับ สัญญาเช่ารัดกุมได้แต่อย่าเอาเปรียบ มีสัญญาได้แต่ต้องรู้จักผ่อนปรนเพื่อซื้อใจลูกค้าในโอกาสที่เหมาะสม อย่าตึงและอย่าหย่อยเกินไป การรักษาสมดุลเป็นศิลปะของการลงทุน

อ่านต่อที่ : สัญญาบ้านเช่าที่รัดกุม 10 ประการ

Rise Rama 9 Condo

Rise Rama 9 Condo

The Metro-Co Living Space

Rise Estate Co.,Ltd. บริษัทลูกของ ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดขายโครงการ Rise Condo พระราม 9 บนโลเคชั่นใจกลางเมือง ที่สะดวกทุกการเดินทาง พบนวัตกรรมคอนโดแนวใหม่ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท ราคาแบบนี้รับรองว่าขายหมดเร็วแน่ครับ

สอบถามเพิ่มเติมโทร 092-743-7772

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม http://excelcondo.com/rise/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :: Rise Rama 9

เดอะ นิช โมโน พีค บางนา (The Niche Mono Peak Bangna)

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัว เดอะ นิช โมโน พีค บางนา ( The Niche Mono Peak Bangna ) 24-25 ก.ย.2559 ในรูปแบบอาคารพักอาศัยรวม สูง 7 ชั้น จำนวน 1 อาคาร เพื่อตอบปัญหา PRIVATE LIVING SPACE WITH PREMIUM FACILITY ทางเลือกใหม่ของชีวิตที่แหวกแนว เดอะนิช โมโน พีค ให้ความรู้สึกอยู่สบาย อบอุ่น เป็นส่วนตัวตอบโจทย์ความต้องการสูงสุด ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัวกว่า พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม และการนำสิ่งใหม่ Solar Cell ที่นำพลังงานจากแสงอาทิตย์ มาผลิตไฟส่องสว่างส่วนกลางฟรี 24 ชม.ท่ามกลางสังคมคุณภาพ ให้คุณและครอบครัวได้สัมผัสถึงความเหนือชั้นของคอนโดได้อย่างแท้จริง 

ข้อมูลโครงการ


แบบห้องมีทั้ง ห้องชุดพักอาศัยขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 35.00 ตร.ม. และห้องชุดพักอาศัยขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 62.00 ตร.ม. และยังติดตั้งเครื่องจับความร้อน ในห้องรับแขก และห้องครัว และติดตั้งเครื่องจับควันในห้องนอน , มีบันไดหนีไฟ , มีอุปกรดับเพลิงในห้องไฟฟ้า และห้องเครื่องต่างๆ



นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ตอบทุกรูปแบบการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น สระน้ำ, สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก , Jocking Track, พื้นที่สังสรรค์ , ฟิตเนส , สนามเด็กเล่น , Lobby , แผงพลังงานแสงอาทิตย์ ยังรองรับที่จอดรถ 200% พร้อมโฉนดที่จอดรถ 1 คัน / ห้อง หมดกังวลเรื่องที่จอดรถ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) และระบบรักษาความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็น กล้องวงจรปิด,ร.ป.ภ. 24 ชั่วโมง , ลิฟต์แบบล็อคชั้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :: เดอะ นิช โมโน พีค บางนา

คอนโดที่น่าสนใจ : RHYTHM เอกมัย

แพงเกิ้น ฟองสบู่อสังหาฯ แหงๆ!

เพื่อนผมคนนึง เดินทางไปทำงานในเมืองต่างๆ หลายประเทศ เดือนนี้เค้ามาพักที่ Service apartment ธรรมดาๆ แห่งนึง แม้จะเป็น International brand แต่ก็ไม่ได้ Hi-end อะไร ส่วนกลางก็มีแบบทั่วๆไป สระว่ายน้ำ และฟิตเนส แค่บังเอิญดันมาอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ในประเทศจีน ห้องขนาด 1 ห้องนอน ขนาด 80 ตารางเมตรโดยประมาณ คุณคิดว่าค่าเช่าห้องธรรมดาห้องนี้น่าจะประมาณเท่าไหร่ครับ

คนไทยส่วนใหญ่จะเดาว่าประมาณ 50,000 – 60,000 บาท ซึ่งมันก็เป็นราคาที่แพงมากๆ แล้ว สำหรับคนไทยธรรมแบบเรา แต่ในความเป็นจริง ราคามันไปไกลกว่านั้นมากครับ ราคาของห้องนี้คือ 100,000 บาทต่อเดือน (บ้าไปแล้ว!) คุณคงกำลังคิดว่าเพื่อนแอดนี่มันฉลาด (น้อย) ไปอยู่ทำไมเปลืองเงิน จริงๆ ผมก็คิดแบบนั้นนะ แต่ปัญหาคือ ราคานี้มันเป็นราคาปกติของแถวนี้ ไม่ว่าจะตึกไหนก็โดนราคานี้ เว้นแต่จะยอมไปอยู่นอกตัวเมือง
ความจริงอันโหดร้ายอีกอย่างคือ มันไม่ใช่แค่ในจีนครับ ตอนนี้เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก อสังหาฯ ราคาประมาณนี้ หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำในบางเมือง อย่างฮ่องกงหรืออเมริกา ไม่ใช่แค่ราคาเช่านะครับ ราคาขายวิ่งไวกว่าราคาเช่าซะอีก
แพง ที่เรามองว่าแพงมันเกิดจากความสามารถในการเปรียบเทียบของสมองมนุษย์ เปรียบเทียบกับราคาจากประสบการณ์ในอดีตโดยเราไม่รู้ตัว คำว่า”แพง” มันไม่มีอยู่จริงครับ ข้าวจานละ 100 บาท คนไทยมองว่าแพง แต่คนหัวทองเดินมาเจอจะบอกว่า cheap cheap คนจีนที่มาเที่ยวไทยอย่างล้นทะลัก อย่าคิดว่าเค้ามาเที่ยวนะครับ—“เค้ามาซื้อ แล้วได้เที่ยวเป็นของแถม” เพราะของบ้านเราถูกมาก(ในมุมมองของเค้า)

มองกลับมาที่การลงทุนอสังหาฯ อันตรายมากนะครับ ถ้าเราตัดสินความถูกแพงของคอนโดโดยที่ไม่มีหลักยึด เพราะเราอาจจะไปตัดสินจากประสบการณ์ในอดีต ตอนลงทุนใหม่ๆ จะมองว่าอะไรๆ ก็แพงไปหมด พอลงทุนไปซักพัก คุณจะเห็นราคาคอนโดที่คุณไม่ได้ซื้อราคาขึ้นไปเรื่อยๆ “รู้งี้” จะเป็นประสบการณ์ใหม่ในตัวคุณ จากนั้นคุณจะไล่ซื้อคอนโดด้วยหลักคิดที่ว่า”ยังไงราคามันก็ขึ้น” จนอาจทำให้ขาดความระมัดระวังในการวิเคราะห์ถึงมูลค่าที่แท้จริงของมัน

อ่านรายละเอียดต่อที่ : แพงเกิ้น ฟองสบู่อสังหาฯ แหงๆ!

คอนโดที่น่าสนใจ : RHYTHM เอกมัย