Ideo S93 (Sukhumvit 93) ไอดีโอ สุขุมวิท 93

 

Ideo สุขุมวิท 93

Live Energetic

“ใช้ชีวิต ให้สุดพลัง”

ประกาศซื้อ-ขาย Ideo สุขุมวิท 93

คลิกที่นี้

ที่กว่า 9 ไร่ ระหว่างซอยสุขุมวิท 93 และ 95 ห่างจาก BTS บางจากแค่ไม่กี่เมตร กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็น คอนโด Ideo Sukhumvit 93 หรือ ไอดีโอ สุขุมวิท 93 แต่เดิมย่านนี้เป็นตลาดที่คนแถวนี้เรียกว่า “ตลาดบางจาก”  อนันดาเหมาซื้อห้องแถวและตลาดย่านบางจาก แต่ก็ไม่ใช่ซื้อทั้งตลาดนะครับ ตลาดส่วนสำคัญๆก็ยังอยู่ ดังนั้นนี่จะเป็นจุดขายที่ดีมากของที่นี่เลย คือมีของกินอร่อยๆติดคอนโดในราคาไม่แพง  มีร้านอาหารและของกินอร่อยๆเยอะมากลองดูข้อมูลจากเว็บ foursquare ได้ตามลิ้งค์เลยครับ  https://goo.gl/7IUy6A

บางคนที่ไม่เคยมาแถวนี้ อาจไม่รู้ว่าแถวนี้มีอะไรดีบ้าง

ย่านบางจากเป็นย่านที่นอกจากจะมีอาหารการกินเยอะและเดินทางสะดวกแล้ว ยังมีอีกจุดนึงที่น่าสนใจคือ บริเวณรอบๆจะมีสำนักงานขนาดใหญ่จำนวนมาก อาทิ กรมขนส่งทางบก, สำนักงานใหญ่ DKSH, M Tower ฯลฯ ถ้าใครลองมาเดินเล่นๆแถวนี้ช่วงวันธรรมดาตอนเที่ยงๆ คุณจะเห็นคนพลุกพล่านมากๆ ไม่แพ้อโศกเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :: Ideo S93 (Sukhumvit 93) ไอดีโอ สุขุมวิท 93

Advertisements

ตัวตนที่หายไป

1140

ตัวตนที่หายไป

คุณเคยรู้สึกรึเปล่าว่าตัวเราไม่เหมือนเดิม? ตัวเราที่เป็นทุกวันนี้ เหมือนไม่ใช่ตัวเราอย่างที่เราเคยเป็นเมื่อ 10 ปีก่อน

 

คำถามคืออะไรที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนแปลงนี้มันดีหรือไม่ดี ?

 

โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่า คนเราทุกคนมี “ตัวตน” เป็นลำดับขั้น การกระทำทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไร ล้วนแล้วแต่เกิดจากความคิด และความคิดนั้นลึกๆ แล้วเป็นผลผลิตจากความเชื่ออีกทอดนึง  ถ้าเราตัดสินใจไปวิ่งทุกวันเพราะเรา “คิด” ว่าเราอยากไปวิ่ง และที่เราคิดว่าเราอยากไปวิ่งเพราะเรา “เชื่อ” ว่าการออกกำลังกายจะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

 

ตัวอย่างข้างบนอาจจะกว้างไปนิด ผมขอยกอีกตัวอย่างนึง คุณรู้ไหม๊ว่าทำไมคนจีนถึงดื่มแต่น้ำร้อน? ขนาดชานมไข่มุกถ้าไม่สั่งเย็นคุณจะได้ชานมไข่มุกร้อนมา เพราะคนจีนส่วนใหญ่คิดว่าคนเราควรกินน้ำเย็นแต่พอดี และความคิดนั้นมาจากความเชื่อที่ว่าการกินน้ำร้อนจะทำให้เลือดไหลเวียนดีและสุขภาพดี ต่างกับน้ำเย็นที่เย็นกว่าอุณหภูมิร่างกายทำให้ร่างกายต้องทำงานหนัก (ถ้าเป็นจริง ร่างกายคนไทยต้องทำงานหนักมาก)

 

ความเป็น”ตัวตน”ที่อยู่ในตัวเรา ยิ่งระดับลึกๆ จะยิ่งเปลี่ยนยากขึ้น การกระทำเป็น”ตัวตน”ระดับบนสุด เปลี่ยนง่ายมาก ถ้าเราอยากเปลี่ยนไม่ไปออกกำลังกาย เราก็แค่เลือกเปิดเว็บโปรโมชั่นบุฟเฟ่นานาชาติแทน เปิดไปเปิดมาไม่นานเราจะชวนแฟนไปกิน แทนที่จะออกกำลังกาย

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนความคิด อันนี้เริ่มไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราอยากเลิกคิดว่าการลงทุนมันเป็นเรื่องยาก เราก็ต้องหาหนังสือมาอ่านเพิ่ม คุยกับคนที่ประสบความสำเร็จ ความคิดของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเอง บางครั้งแค่เรานอนตื่นขึ้นมาความคิดเราก็ไม่เหมือนกับเมื่อวานก่อนนอนแล้ว

 

ถ้าเราอยากเปลี่ยนแปลงความเชื่อ อันนี้ไม่หมูเลย ยากมาก แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้แค่ต้องใช้เวลา ถ้าเราอยากเชื่อมั่นว่าเราจะประสบความสำเร็จได้แน่นอน เราต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียนรู้ ในการฟัง ในการพูดคุยแลกเปลี่ยน และที่สำคัญคือในการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง มันจะทำให้ความเชื่อเปลี่ยนไปได้ในที่สุด  แต่ลึกกว่านั้น ความเชื่อก็ยังไม่ใช่”ตัวตน”ระดับลึกที่สุด ตัวตนระดับที่ลึกลงไปกว่าความเชื่อคือ “จิตวิญญาณ”

 

สำหรับผมแล้วจิตวิญญาณคือตัวตนที่แท้จริงของคนเรา จิตวิญญาณคือสิ่งที่อยู่ในตัวเราลึกๆ ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม หลายๆ คนมีจิตวิญญาณของการรักอิสระ บางคนมีจิตวิญญาณการชอบช่วยเหลือคนอื่น จิตวิญญาณคือตัวตนจริง และจะไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ ยังไงมันก็จะยังคงอยู่ในตัวเราเสมอ

 

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ เมื่อเรายังเด็กเราทำตามใจเราอย่างเต็มที่ เราทำตามสัญชาติญาณ และนั่นคือเราทำตาม”ตัวตนระดับจิตวิญญาณ” ของตัวเอง และเราจะไม่เคยรู้สึกอึดอัดกับการกระทำของตัวเองเลย  แต่พอเราโตขึ้น เข้าสู่วัยทำงาน เข้าสู่วัยที่ต้องมีความรับผิดชอบ ดิ้นรนแก้ไขปัญหาต่างๆ มากขึ้น ประสบการณ์ชีวิตที่เราเจอซ้ำไปซ้ำมาหล่อหลอมความเชื่อบางอย่างขึ้นมาโดยเราไม่รู้ตัว เช่นคนบางคนเจอเรื่องแย่ๆ ถาโถมเข้ามาในเวลาติดๆ กัน ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่า”โลกมันแย่ เราต้องคอยระวังเสมอ”

 

ไคลแม็กซ์มันมาอยู่ตรงที่ว่า แล้วถ้าความเชื่อที่เรียนรู้มาจากประสบการณ์ใหม่มันดันขัดกับตัวตนที่แท้จริง(จิตวิญญาณ) หละ?

 

ถ้าคนที่เชื่อว่า”โลกมันแย่” ดันมีจิตวิญญาณการมองโลกในแง่ดี มันจะสับสน เราอาจทำตัวตามความเชื่อ แต่ทำไปเรื่อยๆ จะรู้สึกอึดอัดในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก และก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมอึดอัด เพราะถ้าว่ากันตามความเชื่อ เราน่าจะทำถูกแล้ว อารมประมาณสับสนในตัวเอง ไม่มีความสุข แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่มีความสุข  เชื่อ ที่ขัดกับตัวตนที่แท้จริงของเรานี่เอง เป็นต้นเหตุของ “ตัวตนที่หายไป”

 

หลายๆ คนมีตัวตนดั้งเดิมที่ดีอยู่แล้วนะครับ บางคน positive thinking บางคนเชื่อมั่นในตัวเอง บางคนมีความสุขที่ได้ช่วยคนรอบตัว มันจะน่าเสียดายมากถ้าเราปล่อยให้ตัวตนดีๆ ที่เรามีตั้งแต่เด็กพวกนี้หายไป ตัวตนพวกนี้ไม่ใช่หรอครับที่ทำให้เราเติบโตมาถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้เรามีความสุขมาตลอด?

 

ผมอยากชวนให้ทุกคนลองมองย้อนกลับไป กลับไปดึงตัวตนที่แท้จริงของเรากลับมา “เป็นเราแบบที่เราเป็น” คิดให้น้อยลง เป็นตัวเองให้มากขึ้น อย่าให้ความเชื่อใหม่ๆ มาทำให้ตัวตนที่แท้จริงของเราหายไป ให้จิตวิญญาณเดิมของเราเป็นฐาน แล้วสร้างยอดขึ้นไปอย่างมั่นคงด้วยการเรียนรู้ประสบการณ์ สร้างเสริมความเชื่อดีๆ

 

ลองดูนะครับ ผมเชื่อว่าคนเราไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้โดยการเป็นคนอื่น คนทุกคนมีจุดเด่นในความเป็นตัวเองอยู่แล้ว ดึงตัวตนที่แท้จริง ดึงหัวใจเด็กกลับมา สร้างเสริมหัวใจเด็กด้วยประสบการณ์อันโชกโชน  Focus ไปที่การเป็นตัวเองในระดับจิตวิญญาณ(สำคัญมากๆ) และหมั่นสร้างสมความเชื่อที่ดีด้วยการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือจากประสบการณ์ชีวิต พาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มที่มีความเชื่อที่เราอยากมี ไม่ต้องไปใส่ใจกับตัวตนระดับความคิดและการกระทำมากนัก เพราะความเชื่อและจิตวิญญาณจะนำพาเราไปเอง

ทำได้แบบนี้แล้ว ความสำเร็จพร้อมความสบาย “ในแบบของเรา”คงอยู่ไม่ไกล

 

Have a Nice Day ครับ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม :: ตัวตนที่หายไป

สัญญาบ้านเช่าที่รัดกุม 10 ประการ

ผู้เช่าประสบการณ์สูงมีอยู่เยอะ บางคนทำของเสียหายแทบทั้งหมด บางคนเบี้ยวค่าเช่า บางคนหนักกว่า ไม่จ่ายแต่ไม่ออก เราถึงต้องมี”สัญญาเช่าที่รัดกุม” 

1. ควรเซ็นสัญญาเช่า

อันนี้เบื้องต้นเลยครับ บางคนคิดว่าเพื่อนกัน คนกันเอง ไม่ต้องเซ็นก็ได้ มีปัญหากันมาเยอะละครับ บางทีถกเถียงกันเรื่องเล็กๆ จนลามเป็นเรื่องใหญ่ อย่าเอามิตรภาพมาเสี่ยงเลยครับ “เซ็นเถอะ” สบายใจทั้งสองฝ่าย   สำหรับบ้านเช่า การตกลงกันปากเปล่าไม่มีผลอะไรทางกฎหมายนะครับ เราถึงควรจะต้องระบุให้ชัด ยังไงเรียกว่าชัด? มาดูข้อถัดไปกันเลยครับ

2. เรื่องพื้นฐานอย่ามองข้าม

ในสัญญาควรระบุชัดเจนครับ ค่าเช่าเท่าไหร่ จ่ายทุกเดือนหรือยังไง ค่าส่วนกลาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต ค่าภาษี ใครเป็นคนจ่าย (ภาษีของผู้ให้เช่า ก็ระบุให้ผู้เช่าจ่ายได้ ฟังดูตลกนะครับ แต่ทำได้)   ภาษีมักถูกมองข้าม บางครั้งเจ้าของบ้านประสบการณ์สูงแอบใส่ไว้ในสัญญา ให้ผู้เช่าจ่ายโดยไม่อธิบาย แล้วให้ผู้เช่าเซ็นแบบงงๆ เจ็บกันมาเยอะ ต้องระวังครับ   เรื่องพื้นฐานอีกเรื่องที่เจอกันบ่อยคือ สูบบุหรี่ เลี้ยงสัตว์ และต่อเติมห้อง ระบุให้ชัดครับว่าทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มหรือต้องแจ้งเจ้าของก่อนรึเปล่า

3. ผู้เช่าต้องไม่ให้เช่าช่วงต่อ

เรื่องนี้คนพลาดกันบ่อยมาก โดยปกติคงไม่มีใครคิดว่าจะมีปัญหาเพราะเราก็แค่ให้คนเช่าบ้าน ไม่น่ายุ่งยากอะไร แต่จริงๆ มีปัญหาครับ คุณควรปิดความเสี่ยงตรงนี้โดยระบุลงไปในสัญญาเลยว่าไม่ให้เอาไปใช้เช่าช่วงต่อ ไม่งั้นมีโอกาสที่ผู้เช่าจะไปให้คนอื่นเช่าต่อ เปิดเป็นโรงแรมย่อมๆ คุณจะไม่มีโอกาสคัดคนที่มาอยู่ห้องคุณเลย มีปัญหาอื่นตามมาได้ง่ายๆ เลย

4. ห้ามทำผิดกฎหมาย

อันนี้คนก็พลาดกันบ่อย มันฟังดูเป็น common sense เนอะ “ห้ามทำผิดกฏหมาย” ใครๆ ก็ต้องห้ามทำอยู่แล้ว แต่คุณควรจะระบุลงในสัญญาให้ชัดเจนเลยว่า ห้ามทำผิดกฏหมายและถ้าเกิดอะไรขึ้นผู้เช่าจะเป็นผู้รับผิดชอบโดยผู้ให้เช่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรับรู้   สำคัญนะครับ คุณลองคิดเล่นๆ ถ้าคนเช่าห้องคุณค้ายาเสพติด เอาห้องคุณเป็นแหล่งเก็บของ มีอะไรขึ้นมาคุณมีโอกาสติดร่างแหได้ง่ายๆ กลายเป็นพ่อค้าโดยไม่รู้ตัว

5. ระบุระยะเวลาและวิธีการต่อสัญญา

สัญญาเช่าบ้านควรมีการระบุระยะเวลาที่ชัดเจนนะครับ กี่เดือนหรือกี่ปี   ถ้าระยะเวลาเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียนการเช่าที่กรมที่ดินนะครับ ไม่งั้นหลัง 3 ปี สัญญาเช่าจะกลายเป็นกระดาษทิชชู่   ถ้าอยากบอกเลิกสัญญาก่อน ต้องบอกล่วงหน้ากี่เดือน และจะยึดเงินประกันหรือคืน   วิธีการต่อสัญญาก็สำคัญครับไม่ใช่แค่ระยะเวลา เราสามารถระบุได้ว่าถ้าหมดเวลาถือว่าสัญญาจบโดยอัตโนมัติ หรือระบุว่าเป็นการต่ออัตโนมัติ ถ้าไม่มีการแจ้งยกเลิกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล่วงหน้าอะไรก็ว่าไป  ในฐานะนักลงทุน ผมชอบเลือกแบบต่ออัตโนมัติครับ เพราะหลายๆ ครั้งผู้เช่าก็ขี้เกียจคิด ขี้เกียจไปดูที่ใหม่ งานยุ่ง หรืออะไรก็ตาม เค้าจะปล่อยเลยตามเลย เช่าต่อทันที เราก็ไม่ต้องเสียเวลาหาผู้เช่าใหม่

6. เงินประกัน

อันนี้นักลงทุนบางคนจะคิดว่าหยวนๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องรัดกุมมาก แสดงความป๋าให้ผู้เช่ารักเรา ไม่ต้องมีหรือประกันครึ่งเดือนก็น่าจะพอ “อย่านะครับ”   ค่าตกแต่งห้องบางครั้งแพงกว่าค่าเช่าทั้งปี การให้คนอื่นมาอยู่ในห้องนั้นก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว การมีเงินประกันคือการจัดการความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง การลงทุนโดยไม่มีการจัดการความเสี่ยง เหมือนปิดตาเดินอยู่บนยอดเขา  อย่างน้อยที่สุดเราควรมีเงินประกันซัก 2 เดือน เป็นการ screen ผู้เช่าไปในตัวด้วย เพราะถ้าใครไม่มีเงินสดพอจะจ่ายค่าประกัน 2 เดือน “มีโอกาสที่เค้าจะช็อตเงินกลางทาง และจ่ายค่าเช่าเราไม่ได้”

7. ลิสต์รายการพร้อมรูป

อย่างที่บอกครับ ค่าตกแต่งมันแพง เราควรมีลิสของทุกอย่างที่เรามีในห้อง ทำลิสระบุแนบท้ายในสัญญา พร้อมรูปถ่ายสำหรับของที่มีมูลค่า ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้านะครับ ตัวห้อง ผนัง เพดาน กระจก ฝ้า ส่วนประกอบสำคัญของห้องต้องมีครบ  ระบุมูลค่าของแต่ละชิ้นให้ชัดเจน โดยมากผมจะระบุราคาไปในทางสูง แต่ไม่เว่อ เพื่อให้ห้องดูมีมูลค่า ผู้เช่าจะภูมิใจและระวังของในห้อง

8. ของเสียหายใครจัดการ

เมื่อมีคนมาอยู่ ของเสียหายเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอน ใครซ่อม? เป็นหนึ่งในปัญหา ที่ทะเลาะกันบ่อยที่สุด จนนำไปถึงการเลิกเช่า หรือเรื่องอะไรที่ใหญ่กว่านั้นในที่สุด   ถ้าคุณไม่ได้ระบุในสัญญาว่าใครจ่าย “เจ้าของห้องต้องซ่อมนะครับ” แม้ว่าคนเช่าจะเป็นคนทำพังก็ตาม ส่วนตัวผมมักจะชอบระบุให้ผู้เช่าเป็นคนจ่าย(เพราะเค้าจะรักษาของมากกว่า)  ระบุไปในสัญญาก่อนได้ครับ แต่พอถึงชีวิตจริงเราอาจมีอะลุ่มอล่วย ซ่อมให้เพื่อเป็นการซื้อใจลูกค้าได้

9. ค่าปรับต้องมี

เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด คำนี้จริงเสมอ ในสัญญาต้องระบุวันที่ ที่ต้องจ่ายค่าเช่าชัดเจน พร้อมค่าปรับถ้าจ่ายช้า วันละ 500 บาทหรืออะไรก็ว่าไปไม่ใช่แค่ค่าปรับนะครับ อย่าดูถูกความ Creative ของปัญหา ถ้าเราระบุแค่ค่าปรับวันละ 500 จะเจอผู้เช่าบอกว่า “ได้ ปรับได้ ปรับไป นับไปนะ เอาให้ถึงล้าน แต่ตูไม่จ่ายและไม่ออกด้วย” ทำไงดีหละ?   ในสัญญาควรระบุไว้ครับว่าถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าเป็นเวลากี่เดือน เจ้าของมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้   แต่ชีวิตจริง มันอาจ Creative กว่านั้น ต่อให้เราบอกเลิกสัญญา ผู้เช่าก็บอกว่า”ได้ เลิกสัญญา ดีเลยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่อยู่ต่อนะ”

10. บอกเลิกสัญญาแต่ผู้เช่าไม่ออกทำไง?

“ยกของเค้าออกไปพร้อมเปลี่ยนกุญแจเลย ง่ายสุด” อย่านะครับ! คุณจะโดนเล่นได้ง่ายๆ ผู้เช่าเค้าฟ้องคุณข้อหาบุกรุกได้ (บุกรุกบ้านตัวเองฟังดูตลกใช่ไหมครับ แต่ใครโดนแล้วอาจไม่ตลก)  แก้เกมนี้ได้โดยระบุไว้ในสัญญาเลยครับ ว่าเมื่อบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่ามี”สิทธิ” ในการทำอะไรบ้าง ล็อคประตู ยกของออก อะไรก็ว่าไป

สุดท้าย อย่างที่ผมเคยบอก “ทุ่งลาเวนเดอร์ ไม่มีในโลกธุรกิจ” อย่าอายที่จะทำสัญญาที่รัดกุมครับ เพราะมันคือการแสดงให้ผู้เช่าเห็นด้วยว่าเราเป็นมืออาชีพ โปร่งใส และไม่เอาเปรียบ ข้อตกลงทุกอย่างระบุชัดเจนในสัญญา ให้ผู้เช่าอ่านอย่างละเอียดทุกครั้งก่อนเซ็น แล้วถ้าผู้เช่าเจอสัญญาแล้วหนีหละ? ยิ้มให้เค้า แล้วส่งแขกครับ คุณควรจะดีใจที่ไม่ได้ผู้เช่ารายนี้มา

ในทางกลับกัน ผู้เช่าคือลูกค้าเรานะครับ สัญญาเช่ารัดกุมได้แต่อย่าเอาเปรียบ มีสัญญาได้แต่ต้องรู้จักผ่อนปรนเพื่อซื้อใจลูกค้าในโอกาสที่เหมาะสม อย่าตึงและอย่าหย่อยเกินไป การรักษาสมดุลเป็นศิลปะของการลงทุน

อ่านต่อที่ : สัญญาบ้านเช่าที่รัดกุม 10 ประการ

Rise Rama 9 Condo

Rise Rama 9 Condo

The Metro-Co Living Space

Rise Estate Co.,Ltd. บริษัทลูกของ ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดขายโครงการ Rise Condo พระราม 9 บนโลเคชั่นใจกลางเมือง ที่สะดวกทุกการเดินทาง พบนวัตกรรมคอนโดแนวใหม่ ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท ราคาแบบนี้รับรองว่าขายหมดเร็วแน่ครับ

สอบถามเพิ่มเติมโทร 092-743-7772

ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม http://excelcondo.com/rise/
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :: Rise Rama 9

เดอะ นิช โมโน พีค บางนา (The Niche Mono Peak Bangna)

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดตัว เดอะ นิช โมโน พีค บางนา ( The Niche Mono Peak Bangna ) 24-25 ก.ย.2559 ในรูปแบบอาคารพักอาศัยรวม สูง 7 ชั้น จำนวน 1 อาคาร เพื่อตอบปัญหา PRIVATE LIVING SPACE WITH PREMIUM FACILITY ทางเลือกใหม่ของชีวิตที่แหวกแนว เดอะนิช โมโน พีค ให้ความรู้สึกอยู่สบาย อบอุ่น เป็นส่วนตัวตอบโจทย์ความต้องการสูงสุด ด้วยพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัวกว่า พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยระดับพรีเมี่ยม และการนำสิ่งใหม่ Solar Cell ที่นำพลังงานจากแสงอาทิตย์ มาผลิตไฟส่องสว่างส่วนกลางฟรี 24 ชม.ท่ามกลางสังคมคุณภาพ ให้คุณและครอบครัวได้สัมผัสถึงความเหนือชั้นของคอนโดได้อย่างแท้จริง 

ข้อมูลโครงการ


แบบห้องมีทั้ง ห้องชุดพักอาศัยขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 35.00 ตร.ม. และห้องชุดพักอาศัยขนาด 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 62.00 ตร.ม. และยังติดตั้งเครื่องจับความร้อน ในห้องรับแขก และห้องครัว และติดตั้งเครื่องจับควันในห้องนอน , มีบันไดหนีไฟ , มีอุปกรดับเพลิงในห้องไฟฟ้า และห้องเครื่องต่างๆ



นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ตอบทุกรูปแบบการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น สระน้ำ, สระว่ายน้ำสำหรับเด็ก , Jocking Track, พื้นที่สังสรรค์ , ฟิตเนส , สนามเด็กเล่น , Lobby , แผงพลังงานแสงอาทิตย์ ยังรองรับที่จอดรถ 200% พร้อมโฉนดที่จอดรถ 1 คัน / ห้อง หมดกังวลเรื่องที่จอดรถ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด) และระบบรักษาความปลอดภัยไม่ว่าจะเป็น กล้องวงจรปิด,ร.ป.ภ. 24 ชั่วโมง , ลิฟต์แบบล็อคชั้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :: เดอะ นิช โมโน พีค บางนา

คอนโดที่น่าสนใจ : RHYTHM เอกมัย

แพงเกิ้น ฟองสบู่อสังหาฯ แหงๆ!

เพื่อนผมคนนึง เดินทางไปทำงานในเมืองต่างๆ หลายประเทศ เดือนนี้เค้ามาพักที่ Service apartment ธรรมดาๆ แห่งนึง แม้จะเป็น International brand แต่ก็ไม่ได้ Hi-end อะไร ส่วนกลางก็มีแบบทั่วๆไป สระว่ายน้ำ และฟิตเนส แค่บังเอิญดันมาอยู่ใจกลางเมืองใหญ่ในประเทศจีน ห้องขนาด 1 ห้องนอน ขนาด 80 ตารางเมตรโดยประมาณ คุณคิดว่าค่าเช่าห้องธรรมดาห้องนี้น่าจะประมาณเท่าไหร่ครับ

คนไทยส่วนใหญ่จะเดาว่าประมาณ 50,000 – 60,000 บาท ซึ่งมันก็เป็นราคาที่แพงมากๆ แล้ว สำหรับคนไทยธรรมแบบเรา แต่ในความเป็นจริง ราคามันไปไกลกว่านั้นมากครับ ราคาของห้องนี้คือ 100,000 บาทต่อเดือน (บ้าไปแล้ว!) คุณคงกำลังคิดว่าเพื่อนแอดนี่มันฉลาด (น้อย) ไปอยู่ทำไมเปลืองเงิน จริงๆ ผมก็คิดแบบนั้นนะ แต่ปัญหาคือ ราคานี้มันเป็นราคาปกติของแถวนี้ ไม่ว่าจะตึกไหนก็โดนราคานี้ เว้นแต่จะยอมไปอยู่นอกตัวเมือง
ความจริงอันโหดร้ายอีกอย่างคือ มันไม่ใช่แค่ในจีนครับ ตอนนี้เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก อสังหาฯ ราคาประมาณนี้ หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำในบางเมือง อย่างฮ่องกงหรืออเมริกา ไม่ใช่แค่ราคาเช่านะครับ ราคาขายวิ่งไวกว่าราคาเช่าซะอีก
แพง ที่เรามองว่าแพงมันเกิดจากความสามารถในการเปรียบเทียบของสมองมนุษย์ เปรียบเทียบกับราคาจากประสบการณ์ในอดีตโดยเราไม่รู้ตัว คำว่า”แพง” มันไม่มีอยู่จริงครับ ข้าวจานละ 100 บาท คนไทยมองว่าแพง แต่คนหัวทองเดินมาเจอจะบอกว่า cheap cheap คนจีนที่มาเที่ยวไทยอย่างล้นทะลัก อย่าคิดว่าเค้ามาเที่ยวนะครับ—“เค้ามาซื้อ แล้วได้เที่ยวเป็นของแถม” เพราะของบ้านเราถูกมาก(ในมุมมองของเค้า)

มองกลับมาที่การลงทุนอสังหาฯ อันตรายมากนะครับ ถ้าเราตัดสินความถูกแพงของคอนโดโดยที่ไม่มีหลักยึด เพราะเราอาจจะไปตัดสินจากประสบการณ์ในอดีต ตอนลงทุนใหม่ๆ จะมองว่าอะไรๆ ก็แพงไปหมด พอลงทุนไปซักพัก คุณจะเห็นราคาคอนโดที่คุณไม่ได้ซื้อราคาขึ้นไปเรื่อยๆ “รู้งี้” จะเป็นประสบการณ์ใหม่ในตัวคุณ จากนั้นคุณจะไล่ซื้อคอนโดด้วยหลักคิดที่ว่า”ยังไงราคามันก็ขึ้น” จนอาจทำให้ขาดความระมัดระวังในการวิเคราะห์ถึงมูลค่าที่แท้จริงของมัน

อ่านรายละเอียดต่อที่ : แพงเกิ้น ฟองสบู่อสังหาฯ แหงๆ!

คอนโดที่น่าสนใจ : RHYTHM เอกมัย

The Excel คูคต ให้ทุกวันเป็นวันหยุด เริ่มเพียง 950,000 บาท

 

The Excel คูคต

ข้อมูลเบื้องต้น

คอนโด 8 ชั้น 3 อาคาร

581 ยูนิต ร้านค้า 3 ยูนิต
ขนาดดิน 5-2-26 ไร่
คาดว่าจะแล้วเสร็จ : 2561
1 ห้องนอน 25 – 32 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 950,000 บาท
ราคาเฉลี่ย 38,000 บาท/ตร.ม.

พูดถึงย่านคูคต หลายคนคงจะบอกว่า ชานเมืองขนาดนั้นมันจะไปมีคนซื้อคอนโดเหรอ ซื้อบ้านไปเลยดีกว่ามั้ย แต่น่าแปลกทำไม ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ บริษัทน้องใหม่ไฟแรง ปกติจะทำแต่คอนโดในเมือง แต่ทำไมคราวนี้ถึงกล้ามาทำคอนโดแถวนี้ เค้ามั่นใจอะไรขนาดนี้ ว่าคนแถวนี้จะซื้อคอนโดมากกว่าซื้อบ้าน   

คุณ ธนากร ธนวริทธิ์ ผู้บริหารกล่าวว่า สมัยนี้ไลฟ์สไตล์ของคนเราเปลี่ยนไปมาก คนเริ่มใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น เวลาเราน้อยลง เพราะเทคโนโลยีทำให้คนนึงทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ชีวิตส่วนใหญ่จึงหมดไปกับการทำงานและท่องเที่ยวใช้ชีวิต กว่าจะถึงบ้านก็ดึกๆแล้ว ทำให้เราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตในพื้นที่เยอะๆแบบบ้านอีกต่อไป  ดังนั้นคอนโดจึงตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนทำงานได้ดีกว่าบ้าน ในเรื่องของการดูแลรักษาที่ง่ายกว่าและเรื่องความปลอดภัย อยู่บ้านคนเดียวหรือออกไปไหนหลายๆวันเรายังต้องระวังขโมย แต่นี่ไม่ต้องระวังเยอะ เพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยทั้งยาม ทั้งกล้องวงจรปิด คีย์การ์ดเข้าออกล็อบบี้ ระบบลิฟท์ล็อคชั้น แบบนี้ตลอด 24 ชั่วโมงจะไปไหนก็สบายใจ

อีกทั้งยังมีส่วนกลางให้ได้ใช้เวลาออกกำลังกายและพักผ่อนได้ทุกๆวันอีกด้วย เราทำการตลาดและสำรวจข้อมูลมาอย่างดีแล้วก่อนที่จะตัดสินใจทำโครงการนี้  ถึงแม้แถวนี้จะมีบ้านและทาวเฮ้าส์เยอะแต่ก็มีคนสนใจคอนโดมากขึ้น เพราะถ้าเทียบกับทาวเฮ้าส์ เรามีข้อดีกว่าหลักๆคือ

1.ติดถนนใหญ่และใกล้ห้างโลตัสเพราะอยู่แค่ตรงข้าม
2. ราคาเราถูกกว่า 50% ทาวเฮ้าส์แถวนี้ราคาจะประมาณ 2 ล้าน แต่ต้องไปอีกไกลและเข้าซอยไปลึก
3. คอนโดสามารถให้เช่าและขายต่อได้ง่ายกว่าบ้านอีกทั้งราคายังขึ้นทุกปี นั่นทำให้เหมือนเป็นการลงทุนไปในตัวด้วย

4. ไม่มีปัญหาเรื่องการจอดรถขวางหน้าบ้านกัน นี่เป็นปัญหาสำคัญของทาวเฮ้าส์เลย

ดูเหมือนการวิเคราะห์ของคุณ ธนากร จะแม่นจริงๆเพราะจากวันที่เราเข้ามาทำรีวิว มียอดจองสิทธิ์ไปแล้วกว่า 150 ห้อง และมีลูกค้าเข้ามาดูเรื่อยๆ เราลองมาดูโลเคชั่นกันว่าย่านนี้มีดีอะไรทำไมคนแถวนั้นถึงสนใจกันเยอะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ::  The Excel คูคต ให้ทุกวันเป็นวันหยุด

โครงการอื่นๆ

RHYTHM เอกมัย

Butterfly Life effect

Butterfly effect จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่หลักการทางวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับผมมันคือหลักการใช้ชีวิต ผมมักจะเรียกมันเองว่า “Butterfly Life effect”
 

Butterfly effect คือหลักการที่ว่า ถ้าเราเปลี่ยนแปลงอะไรเล็กๆ (แม้แต่ผีเสื้อตายตัวนึง) ในวันนี้ จะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าเราจะจินตนาการได้ในอนาคต   ว่างๆ ลองหาหนังมาดูได้ครับ ชื่อนี้เลย แต่แนะนำดูเฉพาะภาค 1 นะ ภาคหลังๆ ดูแล้วจะหลับ

ความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดกับชีวิตเราก็เหมือนกันครับ ลองคิดดูดีๆ ความสำเร็จแต่ละช่วงชีวิตของคนเรา ก็มักจะเกิดจากเหตุการณ์อะไรที่เราทำในอดีต เหมือนโซ่ที่ต่อกันมาเป็นขบวนยาว จนมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน และแน่นอนโซ่อันนี้จะต่อไปในอนาคต แต่เราไม่รู้ว่ามันจะต่อไปในรูปแบบไหน   ตัวอย่างของโซ่ Butterfly Life Effect อันนึงของผมก็คือ เส้นทางการมาเป็นนักลงทุนอสังหาฯ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ :: Butterfly Life effect

จงใจร้อนเมื่อเจอเพชร


โลกของการลงทุน คุณมักจะถูกบอกเสมอ ให้ใจเย็นๆ ลงสนามจนกว่าจะรู้จริง รอบคอบในการตัดสินใจ แม้แต่บทความของผมก็มักจะพูดแบบนั้นบ่อยๆ

บทความนี้ ผมอยากให้ลองมองอีกมุมนึงครับ “จงใจร้อนเมื่อเจอเพชรในตม” ถึงแม้ลงสนามจนรู้จริงแล้ว แต่ถ้าคุณตัดสินใจช้าเมื่อเจอเพชรแท้ คุณจะกินแห้วครับ (เรื่องจริงจากอาทิตย์ที่แล้วครับ)

จงจัดการให้เร็วและอย่ายอมให้อุปสรรคอะไรมาขวางคุณ เมื่อเจอโอกาส

ปกติช่วงนี้ผมทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่จะหาโอกาสไปดูคอนโดที่สนใจทุกครั้งที่กลับไทย อาทิตย์วันแม่ที่ผ่านมาก็เหมือนเดิม กลับมาไทย และวนไปดูคอนโดในวันแรกที่กลับมา

เรื่องมันมาพีคตรงที่ว่า คอนโดที่ไปดูมันเป็นโอกาสที่ดีกว่าที่คิดครับ เป็นเพชรที่ควรคว้ามาเก็บไว้ แต่ดันมีความท้าทายมากมาย

1. ผมรู้ว่าราคาที่ผมได้ยังไม่ใช่ราคานักลงทุนสามารถหาราคาที่ดีกว่านี้ได้

2. ผมอยู่ไทยแค่อาทิตย์เดียวซึ่งมีเวลาแค่ 5 วัน สำหรับจัดการกระบวนการครอบครองทั้งหมด ซึ่งปกติใช้เวลากันประมาณ 2 เดือนตั้งแต่จองยันโอน

3. ตารางชีวิตเต็มมากๆ เพราะกลับมาวันแม่แค่อาทิตย์เดียว และยังคงต้องทำงานตามปกต

4. โอกาสที่เห็นต้องตัดสินใจทันที แน่ใจแล้วหรอว่ามันเป็นโอกาสจริง?
5. โอกาสไม่น่าจะรอจนผมกลับมาไทยอีกครั้ง ถ้าจะเอาผมต้องจัดการเลย

ผมเหมือนอยู่บนทางแยก ทางแรกคือบอกตัวเองว่าไม่ไหว ทำไม่ทันชัว อีกทางคือคิดสิ โอกาสอยู่ตรงหน้า อย่าปล่อยไป! ผมตัดสินใจเป็นคนใจร้อนครับ” และวางแผนทลายความท้าทายทีละข้อทันที

หลังจากไปดูคอนโดตอนบ่าย คืนวันศุกร์ผมนั่งหาข้อมูลเพิ่มตลอดคืน จนมั่นใจ ลงละเอียดของแผนการครอบครอง เพราะผมมีเวลาแค่ถึงวันศุกร์ถัดไป  ผมประเมินเบื้องต้นได้ราคาที่ลงทุนได้ในใจ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาต่อรอง ประเมินแหล่งเงินพบว่าเครดิตไม่น่ามีปัญหา ประเมินระยะเวลาการทำสินเชื่อ ดึงลิสของสุดยอดสินเชื่อที่เคยทำงานด้วย ที่สามารถปิดเกมใน 1 อาทิตย์และได้ดอกเบี้ยที่ดี (หลายๆ แบ้ง ทำได้เป็นปกตินะครับ ไม่ต้องใช้กำลังภายในอะไร ถ้าคุณมีสินเชื่อที่ดี รู้งาน ตามงาน และคุณมีเอกสารให้เค้าครบ โดยเฉพาะถ้าคุณซื้อจาก developer ชั้นนำ)

เช้าวันเสาร์ ผมโทรหา Sales ที่รู้จักกันของ developer X (ไม่ออกชื่อนะครับ เดี๋ยวจะเป็นการโฆษณาไปอีก) โทรไปบอกเค้าว่าผมสนใจคอนโด Y(ชื่อสมมุติ) และถ้าผมได้ราคาที่ผมต้องการ เป็นราคาที่ผมลงทุนได้ ผมพร้อมจองและโอนในอาทิตย์นี้เลย

ระหว่างที่ผมรอคำตอบจาก Sales ผมไม่รอช้า ยกหูโทรหาสินเชื่อ เพื่อคอนเฟิร์มว่าถ้าผมให้เอกสารวันจันทร์ เค้าขออนุมัติสินเชื่อและโอนเสร็จทั้งหมดในวันศุกร์ ได้ค่ะเดี๋ยวจัดการให้ทัน ดอกเบี้ยเหมือนครั้งก่อน 3.xx% 3 ปีแรก เตรียมเอกสารรอไว้ ข้อมูลทั้งหมดลงตามเดิมนะค่ะ” คำตอบจากสินเชื่อที่ผมมั่นใจ ไม่ทำให้ผิดหวัง

จากนั้นผมก็ออกไปเที่ยวไม่ให้เสียตารางครอบครัวที่วางไว้ ตกเย็น Sales โทรกลับมาเสนอราคา “ดีกว่าที่ผมเรียกไป” แต่เงื่อนไขคือต้องวางเงินจองในวันนั้น และโอนภายในสิ้นเดือน ซึ่งผมก็โอเคอยู่แล้ว ยังไงผมก็อยู่ไทยแค่อาทิตย์เดียว  “ไม่รอช้า รีบตอบตกลง และโอนเงินจอง” ยิ้มกว้างเลยครับ ได้ราคาตามที่ต้องการและสินเชื่อยืนยันว่าโอนทัน(ราคาได้ดีเพราะ Sales เค้าเอาผมไปผูกกับ deal ของ Big lot รายนึง)

วันอาทิตย์ ขับรถกลับจากต่างจังหวัด(ไปเที่ยววันแม่กับครอบครัว) ผมต้องกลับไปที่โครงการก่อน 6 โมงเย็น เพื่อตรวจห้อง ทำสัญญา และเอาเอกสาร ต้องเป็นวันนี้เท่านั้น เพราะเช้าวันจันทร์ผมต้องเอาเอกสารให้สินเชื่อ ช้ากว่านั้นจะลำบาก  ซวยซ้ำ ซวยซ้อน รถติดหนักมาก ผมไปถึงช้ากว่านัดหมายถึง 3 ชั่วโมง ยังดีครับที่เซลเค้ามีน้ำใจรอจน 3 ทุ่ม สุดท้ายผมได้ตรวจห้องและเอกสารทั้งหมดมาตอน 4 ทุ่ม  กว่าจะได้มา เร่งจนผมยุ่งครับ

เช้าวันจันทร์ ผมเอาเอกสารทั้งหมดไปให้สินเชื่อตามนัด เค้าเตรียมเอกสารทุกอย่างไว้รออย่างดี และด้วยความที่เคยทำสินเชื่อกันหลายครั้งแล้ว เลยคุยง่าย ผมสามารถทำเรื่องทุกอย่างเสร็จได้ตอนเช้าตามแผน

จากนั้น ผมก็แค่กลับไปทำงานตามตารางปกติที่วางไว้ โทรคุยกับสินเชื่อและฝ่ายโอนของโครงการเพื่อประสานงานบ้างตามสมควร “และแล้ว ผมก็ได้เป็นเจ้าของมันในวันศุกร์”  ทันเวลา (ยิ้มกว้างครับ) และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปขอบคุณทีมทุกคน ทั้งสินเชื่อ เซลส์ และฝ่ายโอน

เรื่องเล่าทั้งหมด ไม่ได้แสดงว่าผมเก่งอะไรนะครับ เพราะจริงๆ สุดท้ายผมอาจจะมองผิด คอนโดอันนี้อาจจะทำให้ผมขาดทุนในอนาคตก็ได้

อ่านรายละเอียดที่ :: จงใจร้อนเมื่อเจอเพชร

RHYTHM เอกมัย

ศุภาลัย เวอรันด้า พระราม 9

The Base Garden พระราม 9

RHYTHM เอกมัย STRIKES BACK

 

 

RHYTHM STRIKES BACK

 

นักลงทุนมากประสบการณ์ หลายท่านว่ากันว่า ถ้าจะซื้อคอนโดลงทุน ต้องเอา Prime สุขุมวิทเท่านั้น เพราะที่นี่ค่าเช่าดีที่สุด และ capital gain หรือ มูลค่าเพิ่ม ยังสูงอีกด้วย

แล้ว prime สุขุมวิท นี่มันคือช่วงไหน ? แล้วทำไมที่นี่ถึงลงทุนได้ผลตอบแทนดีที่สุด ?

ถนนสุขุมวิทจริงๆแล้วยาวมากๆ ยาวไปถึงบางนานู่นเลย แต่สุขุมวิทที่เป็นช่วงที่มูลค่าที่ดินราคาแพงมากๆ จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ สุขุมวิทตอนต้น และ สุขุมวิทตอนกลาง

สุขุมวิทตอนต้น คือบริเวณตั้งแต่ โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ นานา มาจนถึงแยกอโศก ย่านนี้เป็นที่นิยมของ ชาวตะวันออกกลาง ชาวอินเดีย และชาวยุโรป ด้วยสภาพแวดล้อมตลอดจนผู้คนแถวนี้ อาจไม่ถูกใจเศรษฐีไทยเท่าไร จึงไม่เป็นที่นิยมในการหาซื้อคอนโดแถวนี้ ทำให้ภาพคล่องในการปล่อยเช่าหรือขายต่อไม่ค่อยดี

แล้วทำไมต้องสนเศรษฐีไทยมาซื้อ แถวนี้ต่างชาติเยอะ เศรษฐีต่างชาติไม่ซื้อกันเหรอ ความจริงข้อนี้หลายคนอาจเข้าใจผิด จริงๆแล้ว ต่างชาติพวกยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง เค้าไม่ซื้อคอนโดบ้านเรามานานแล้ว อีกอย่างบริษัทเค้าก็ออกค่าเช่าให้ จะมาซื้อทำไม  ถ้ามีโอกาสถามเพื่อนคุณที่ขายคอนโดได้กำไรกันเยอะๆ คุณไปถามได้เลย คนชาติไหนซื้อ คนไทยนี่แหละครับ เรารวยกันจริงๆ รวยเยอะด้วย อย่าไปคิดว่าต่างชาติรวยกว่าเรา พวกต่างชาติเห็นเราซื้อรถซูเปอร์คาร์แพงๆ เค้ายังถามเลยว่ากล้าซื้อได้ไง เพราะมันแพงกว่าบ้านเค้าเกือบ 4 เท่า แต่นี่เราขับกันเกลื่อนเมืองเลย  เศรษฐีบ้านเราเยอะจริงๆ รวยแบบเงียบๆ ซุ่มๆ

แล้วพวกนี้เค้าชอบซื้อย่านไหน

สุขุมวิทตอนกลาง หรือ ที่ภาษานักลงทุนบางทีจะเรียกันว่า Prime สุขุมวิท จะอยู่ในช่วง อโศกไปจนถึงเอกมัย ย่านนี้แหละที่ผู้มีอันจะกินบ้านเราชอบกัน เพราะย่านนี้ต่างชาติที่อาศัยอยู่จำนวนมากคือชาวญี่ปุ่น ใครเคยปล่อยเช่าคอนโดจะรู้ว่า คนญี่ปุ่นคือผู้เช่าที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะจ่ายค่าเช่าตรงเวลาเแล้ว ยังรักษาห้องเรียบร้อย ที่สำคัญอัตราค่าเช่าเฉลี่ยของชาวญี่ปุ่น ถือว่าสูงสุดในบรรดาค่าเช่าของต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยไม่ใช่แต่จะต้องซื้อให้คนญี่ปุ่นเช่า คนไทยซื้ออยู่กันเองก็เยอะ เพราะย่านนี้มันมีไลฟ์สไตล์ที่คนไทยชอบเพรียบพร้อมเลย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารหรูๆ นี่คือคำตอบว่าทำไมต้องซื้อลงทุนคอนโดย่านนี้

โชคดีมากวันนี้ทีมงานได้มีโอกาสเจอนักลงทุนท่านนึง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในโลกการลงทุนมาเยอะ จึงได้ถือโอกาสปรึกษาเรื่องการลงทุนเลย ท่านผู้นี้ไม่อยากเปิดเผยตัวนะครับ ขอเรียกว่า “ Mr.T ” ละกันนะครับ

นี่เป็นบทสนทนาที่ได้คุยกันครับ (ตัดมาสั้นๆเอาที่สำคัญๆนะครับ)

ทีมงาน :  พี่ T ครับ เอาง่ายๆ ตรงประเด็นเลย คอนโดไหนน่าลงทุนช่วงนี้ครับ ช่วยชี้เป้าหน่อยครับ

Mr.T : โอ้ย !!! ถ้าพี่รู้ พี่ก็รวยไปแล้ว คุณต้องการเล่นแบบไหนล่ะ คอนโดมันเล่นได้หลายแบบ สั้น ยาว จริงๆถ้าสายป่านยาวๆ ตรงไหนที่โลเคชั่นดีๆเล่นได้ทั้งนั้นแหละ คำว่าโลเคชั่นดีเนี่ย ดีแบบไหนต้องดูให้เป็นด้วยนะ

ทีมงาน :  แล้วแบบไหนที่ว่าดีครับ ใกล้รถไฟฟ้า ถือว่าดีพอยังครับ

Mr.T : ใกล้ไม่ได้แปลว่าจะดีทั้งหมดนะ ต้องดูหลายอย่าง แต่จากประสบการณ์คอนโดที่ได้กำไรเยอะๆ ส่วนใหญ่อยู่ช่วงอโศกถึงเอกมัย  จะมีราชเทวีตัวนึง แต่แถวนั้นดีมานด์มันแคบ มีแต่พ่อแม่ซื้อให้ลูกหลาน หมดจากตัวนั้นตัวอื่นๆก็อืดๆละ

ทีมงาน : ทำไมแถวสุขุมวิทจากอโศกถึงเอกมัยถึงราคาดี แล้วช่วงไหนที่น่าเล่นสุดครับ

Mr.T : ส่วนตัวผมชอบทองหล่อ เพราะที่นั่นมันมีทุกอย่าง ถนนกว้าง ร้านอาหารสวยๆเต็มไปหมด เจริญหูเจริญตา ทองหล่อนี่คนไทยรวยๆชอบที่สุดละ ที่สำคัญค่าเช่าได้ราคาดีด้วยใครซื้อมือแรกๆช่วง 3-5 ปีก่อน yield 7-10% ทั้งนั้น

ทีมงาน : อย่างนี้ก็ต้องหาซื้อแถวทองหล่อใช่มั้ยครับ

Mr.T :  ใช่ แต่มาซื้อตอนนี้ ไม่ทันกินแล้ว มันหมดรอบไปแล้ว ส่วนของใหม่ๆ เค้าก็ไม่ทำห้องเล็กๆให้คนธรรมดามาซื้อกันหรอก ทำแต่ห้องใหญ่มา ต้องมี 30 ล้านขึ้น คุณซื้อไหวปะล่ะ ลงทุนไหวมั้ย นักลงทุนที่คุณเห็นปัจจุบันเนี่ย ผมบอกให้เลย 90% เล่นสั้นทั้งนั้น หวังแต่จะขายก่อนโอน ไม่ได้ว่านะ แต่มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ส่วนพวกคนซื้ออยู่จริงๆเนี่ยก็แปลกนะ ชอบมาซื้อตอนแพงๆ  ซื้อตอนโอนไปแล้ว บางทีแพงขึ้นมาอีกเป็นล้านก็ซื้อ คือคนอยู่เองเค้าจะซื้อเค้าต้องได้อยู่เลยไง ไม่มารอเป็นปีหรอก เค้าไม่สนหรอก แพงขึ้นเค้าจ่ายไหว ดังนั้นที่คุณเห็นแย่งๆกันซื้อตอนเปิดขายน่ะ นักลงทุนขายก่อนโอนทั้งนั้น คนซื้ออยู่จริงไม่ค่อยมาแย่งกันหรอก

ทีมงาน : พี่พอจะแนะนำคอนโดไหนแถวย่านนี้ที่น่าซื้อเก็บไว้ลงทุนมั้ยครับ ผมเห็นมีคอนโดสวยๆออกมาเยอะเลย

Mr.T : คอนโดจะขายง่ายมันต้องมีปัจจัยอื่นๆด้วย ไม่ใช่แค่เอาภาพสวยๆมาขาย ภาพสวยๆที่ไหนก็ทำกันได้เดี๋ยวนี้ คอนโดล้านกว่าบาทก็สวยแล้ว ภาพสวยไม่สำคัญเท่าไร แต่ปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุนนี่สิสำคัญที่สุด จากประสบการณ์ผม คอนโดน่าลงทุนจะต้องมีปัจจัยหลัก 5 ข้อนี้ก่อน

 

1. โลเคชั่นต้องดี สุขุมวิทช่วงอโศกถึงเอกมัยเสี่ยงน้อยที่สุด  บางคนบอก รัชดา พระราม 9 ก็ดีนะ กำลังเจริญ ไม่แพงขนาดนี้ด้วย ผมไม่ได้ว่าไม่ดีนะ บางคนอาจได้ก็ได้ แต่จากประสบการณ์ผมคือย่าน Prime สุขุมวิท เสี่ยงน้อยที่สุด เพราะมันมีคนรวยชอบเยอะ ต่างชาติอยู่เยอะ มันเลยให้เช่าได้ราคา ห้างก็มีเยอะ มันครบไง

2. ต้องมี Exposure คือ ความโดดเด่น เวลามองจากถนน ข้อนี้สำคัญพอๆกับโลเคชั่น ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ตึกสูงจะเด่นนะ บางตึกมีแต่ปูนก็น่าเกลียด ต้องออกแบบสวยด้วย พวกสระน้ำนี่ เอาไปวางชั้นสูงๆยิ่งได้อารมณ์ยิ่งขายง่าย เพราะมันสร้าง emotion ให้คนเห็นได้

3. ต้องมีแบรนด์ ข้อนี้สำคัญยังไง สำคัญมาก เพราะเวลาคุณขายต่อ ถ้าคนไม่รู้จักว่าเจ้าไหนทำ มีชื่อเสียงมั้ย รับรองคุณขายยาก คอนโดโนเนม โลเคชั่นเทพมีเยอะ คุณไปดูสิ มันขายดีมั้ย  ถ้าคุณมีเงินจะซื้อนาฬิกาแพงๆใส่ จะใส่แบบมียี่ห้อหรือเอาแค่ดูเวลาได้ล่ะ

4. ช่องทางการขาย หลายคนอาจไม่คิดถึง แต่ข้อนี้ปัจจุบันสำคัญมาก เพราะถ้าคุณจะขายห้องคุณ อย่าคิดว่าจะไปลงเว็บขายได้อย่างเดียว มันหมดสมัยแล้ว ผมก็ลงแต่คนติดต่อมาน้อยมาก แถมยังต่อราคาจนหงุดหงิด คุณต้องมีคนช่วยคุณขาย  คนที่เค้ามีตังค์จะมาซื้อต่อจริงๆ เค้าไปดูห้องตัวอย่างกันเลย น้อยคนจะมาหาในเว็บ พวกหาในเว็บก็พวกนักลงทุนด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นคนที่จะขายให้ได้คือ คนที่นั่งรอที่ห้องตัวอย่าง นั่นคือเซลส์ของโครงการนั่นแหละ ผมก็ลงเว็บขายเหมือนกัน แต่ที่ขายได้จริงๆคือฝากขายผ่านเอเจ้นท์ของบริษัทนั่นแหละ  บางบริษัทถ้าซื้อผ่านเอเจ้นท์เค้า มันกู้ได้เลยด้วย ไม่ต้องมาจ่ายเงินดาวน์ก้อนใหญ่ๆ นี่ยิ่งทำให้ขายง่าย พูดง่ายๆ ถ้าบริษัทไหนมีเอเจ้นท์ขายต่อให้ก็ถือว่าเป็นช่องการขายที่ดีที่สุดเลย

5. สัดส่วนเงินดาวน์ มันสำคัญยังไง ก็สำคัญสำหรับพวกที่จะเล่นสั้นนั่นแหละ ผมรู้นักลงทุนทั้งหลายที่ว่าเก่งๆกันน่ะ เล่นสั้นทั้งนั้น มันจะโอนไหวกันมั้นล่ะ คนนึงซื้อเป็นสิบๆห้อง ต้องยอมรับความจริงกัน  ถ้าสัดส่วนเงินดาวน์มันน้อย มันก็ทำให้ขายง่าย เพราะคนซื้อไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่  ผมว่าสัดส่วนที่ดีควรประมาณ 10%  กำลังดี น้อยไปก็ไม่ดี พวกนักลงทุนสายป่านสั้นจะเข้ามาทำราคาเสีย เละเทะไปหมด ผมก็ไม่ชอบนะ อยากเล่นอสังหาฯใจต้องนิ่ง ไม่ใช่จะมาจองแล้วขายเลย แบบนั้นใจไม่ถึง นอนอยู่บ้านไปเลยดีกว่า

 

อ่านรายละเอียดต่อที่ :: RHYTHM เอกมัย STRIKES BACK

พลัมคอนโด ปิ่นเกล้า
คอนโด ลาดพร้าว
คอนโด รัชดา
คอนโด สุขุมวิท
Ideo q จุฬา
ไลฟ์ สุขุมวิท 48